dcd8bf30e7bf45fe8ecdd3f82c79ddfd Food for health: อาหารเพื่อสุขภาพ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารเพื่อสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารเพื่อสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

ผักงอก(sprout)ช่วยชะลอความชรา ป้องกันร่างกายของเราจากโรคเสื่อมทั้งหลาย เช่นโรคหัวใจ อัมพาต โรคข้อ ผิวหนังเหี่ยวย่น ต้อกระจก ป้องกันโรคมะเร็ง และโรคร้าย

ผักงอก(sprout)ช่วยชะลอความชรา ป้องกันร่างกายของเราจากโรคเสื่อมทั้งหลาย เช่นโรคหัวใจ อัมพาต โรคข้อ ผิวหนังเหี่ยวย่น ต้อกระจก ป้องกันโรคมะเร็ง และโรคร้าย อย่ารอให้สายเกิน "แก่" ยังใช้ได้สำหรับเจ้าผักงอก(Sprout )ผักต้นเล็กๆ ที่มีอิทธิฤทธิ์จิ๋วแต่แจ๋ว

ในเมืองนอก พวกเขานิยมรับประทานเจ้าผักงอก หรือ Sprout มานานหลายสิบปีแล้วทั้งกินกันเองในครัวเรือนหรือเพาะปลูกจนเป็นอุตสาหกรรมการเกษตร
 แต่ในเมืองไทย เรายังไม่คุ้นกับชื่อนี้สักเท่าไร แต่ถ้าบอกว่า มันใช้กรรมวิธีเดียวกับ ถั่วงอก หลายคนร้องอ๋อทันที
 พวกมันเกิดจากต้นอ่อนของพืชที่งอกจากเมล็ดที่มีคุณภาพดี ไม่มีสารพิษสะสมอยู่ในเมล็ดพันธุ์ หรือไม่มีการตัดต่อทางพันธุกรรม สามารถนำมารับประทานได้สดๆ และอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์
 ใช่ว่าจะจับเมล็ดพันธุ์อะไรก็ได้มาเพาะให้งอกก็ได้เสียเมื่อไร เพราะเมล็ดพันธุ์ที่นำมาผลิตผักงอก(Sprout) ได้ นั้น พวกมันต้องมีคุณลักษณะเฉพาะตัวด้วย เช่น มีความเผ็ด หอม มัน และพกพาความสะอาด ปราศจากโรค และสิ่งเจือปนอื่นๆ และมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูง สามารถงอกได้สม่ำเสมอ เพื่อจะได้ต้นอ่อนที่มีคุณค่าทางอาหารสูงนั่นเอง
 ตัวอย่างเมล็ดพันธุ์ที่จะนำมาผลิตเป็น ผักงอก(Sprout) ได้ เช่น พวกไมโครกรีน อัลฟาฟ่า บล็อกโคลี่ ข้าวสาลี ถั่วเขียว ผักกาดหัว ผักกาดหอม กระเทียมญี่ปุ่น บีทรูต กระเพรา โหระพา ผักชีลาว เป็นต้น
 เหตุผลที่มันมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นเพราะความสามารถในการสะสมอาหาร และสังเคราะห์แสงได้มากกว่าผักทั่วไป
 พวกมันจึงอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น เอนไซม์ก็จะมีเพิ่มมากขึ้น เพราะผลพวงขณะกำลังจะงอก เมล็ดพืชที่ประกอบไปด้วยแป้ง จะต้องถูกเอนไซม์ภายในตัวของมันเอง สลายแป้งออกมาเป็นพลังงานให้ต้นอ่อนงอกออกมา
 นอกจากนั้นยังมีวิตามินเอ บี ซี อี เกลือแร่ รวมถึงแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งจะมีเพิ่มมากกว่าเมล็ดเป็นร้อย ๆ เท่า  ตามด้วยกรดอะมิโน โปรตีน ไฟโตเคมีคัล ใยอาหาร และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง
 มันจึงช่วยชะลอความชรา ป้องกันร่างกายของเราจากโรคเสื่อมทั้งหลาย เช่นโรคหัวใจ อัมพาต โรคข้อ ผิวหนังเหี่ยวย่น ต้อกระจก ป้องกันโรคมะเร็ง และโรคร้ายที่เกิดจากไลฟ์สไตล์ที่ผิดเพี้ยนของคนยุคใหม่ และบางพันธุ์สามารถขจัดสารพิษในร่างกายได้ รวมทั้งสามารถฟื้นฟูและซ่อมแซมเซลล์ได้ด้วย
  บางตำราเชื่อว่าหากรับประทาน ผักงอก(Sprout) แล้ว ร่างกายจะได้รับพลังมาก เพราะเมื่อพิจารณาจากเมล็ดพืชขนาดเล็ก เพียงเมล็ดเดียว แต่สามารถงอกออกมาเป็นต้นไม้ทั้งต้น เมล็ดของมันจึงสร้างพลังออกมามหาศาล ฉะนั้น หากเรากินผักงอก(Sprout) ก็เท่ากับได้รับพลังจากธรรมชาติเข้ามาเสริมพลังให้กับตัวเองเต็มที่
 เห็นคุณค่า และคิดจะซื้อมารับประทาน ทางผู้เชี่ยวชาญทางการเกษตรจากบริษัทเจียไต๋จำกัด ผู้เพาะเมล็ดพันธุ์ส่งออก แนะนำว่าพวกมันมีราคาขายแพงพอสมควร และความสด อาจไม่ถึงขีดสุดอย่างที่ต้องการ จึงควรเพาะ ผักงอก(Sprout) ด้วยตัวผู้บริโภคเอง และให้กำลังใจว่า ใครๆก็ทำได้ ง่ายจัง
 เขาบอกว่า เพียงแค่มีอุปกรณ์ คือ โหลแก้วปากกว้าง และปิดภาชนะด้วยตะแกรงซี่ถี่ พร้อมเตรียมเมล็ดพันธุ์ชั้นดีหลากชนิดที่เราอยากจะเพาะไว้ให้พร้อม
 จากนั้นแช่เมล็ดพวกนั้นในน้ำสะอาดเป็นระยะเวลา 3-4 ชั่วโมง และถ่ายน้ำออก เสร็จแล้วก็วางโหลแก้วในลักษณะเอียง แล้วถ่ายน้ำเข้าออกวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น ทำอย่างนี้ซ้ำๆ เป็นเวลาประมาณ 7 วัน จะได้ ผักงอก(Sprout) ฟูฟ่องเต็มขวดแก้วมารับประทาน
 พวกเขาแนะนำเมนูอาหารว่าง หน้าตาน่ารักน่ากิน อย่าง เครกเกอร์สเปราท์ ที่ใช้กรรมวิธีจัดเตรียมไม่ยุ่งยากและใช้ส่วนผสมน้อยที่สุด แค่มีขนมปังเครกเกอร์กลม เชดดาร์ชีส มายองเนสไร้ไขมัน และพระเอกของงาน คือ เจ้าผักงอก(Sprout)
 ขั้นตอนการปรุงแสนง่าย เริ่มจากวางเครกเกอร์ก่อน แล้วขยุมผักงอก(Sprout) เป็นหย่อมๆ บนขนมปังกรอบ จากนั้นวางเชดดาร์ชีสหั่นชิ้นเล็ก และบีบมายองเนสลงไปตามชอบ จัดวางให้งดงามพร้อมเสิร์ฟ

 นอกจากนั้น ยังสามารถนำไปเป็นส่วนประกอบของอาหาร Raw Food หรือ ปอเปี๊ยะสด สลัด เป็นผักโรย ผักประดับ หรือจะคั้นสดดื่มได้ทันที
 อย่างนี้ คงต้องเปลี่ยนสำนวนจาก เล็กพริกขี้หนู เป็น เล็กผักงอก แล้วล่ะ
- เมนู ผักงอก(Sprout) -

ปอเปี๊ยะสด
เครื่องปรุง
- แผ่นปอเปี๊ยะ, ผักงอก(Sprout) นานาชนิด, เต้าหู้, แตงกวา, แครอท
เวลาเสิร์ฟ : จับเอาแผ่นปอเปี๊ยะมาวาง ใส่ไส้ต่างๆที่เตรียมไว้ ห่อแน่นๆ ราดด้วยน้ำปอเปี๊ยะ
น้ำราดปอเปี๊ยะ
-น้ำตาลทรายแดง 1/2 ถ้วย
-น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย
-ส้มมะขามเปียก 3 ช้อนโต๊ะ ละลายน้ำ 1/4 ถ้วย
-น้ำเปล่า 1 ถ้วย
-ผงพะโล้ 1/2 ช้อนชา
-เกลือป่น 2 ช้อนชา
-แป้งมัน 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
1. เคี่ยวส่วนผสมทั้งหมดในหม้อ ตั้งไฟอ่อนๆ เคี้ยวพอให้ข้นเป็นน้ำตาลออกเข้มหน่อย สักพัก ชิมรสดูให้ออกหวาน เปรี้ยว เค็ม ตามลำดับ
2. ละลายแป้งมันในน้ำสะอาด ค่อยๆใส่ตอนที่ส่วนผสมเดือด แล้วคนเร็วๆ
 
ที่มา : ครัวไกลบ้าน,http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/health/20110128/372764/Sprout-...%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94-%28%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%29-%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%86.html

สุดยอดอาหารดีท๊อก 10 อันดับ

ช่วงเทศกาลวันหยุดเป็นช่วงเวลาแสนพิเศษ เราได้ใช้เวลาแห่งความสุขกับเพื่อนและครอบครัว เราให้และได้รับของขวัญมากมาย รวมถึงการรับประทานอาหารแบบยั้งไม่อยู่ด้วย ทั้งเนื้อสัตว์ ขนมเค้ก หรือแอลกอฮอล์
แต่ถึงตอนนี้เทศกาลได้ผ่านพ้นไปแล้ว สิ่งที่ได้รับนอกจากความสุขแล้วยังเป็นน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นด้วย คราวนี้จึงเป็นเวลาให้ร่างกายได้พักผ่อน และทำความสะอาดระบบในร่างกายด้วย food for health แนะนำอาหารสุดยอดดีท๊อกซ์ 10 อันดับ

1.กระเทียม
กระเทียมมีวิตามินซี ซึ่งช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันและตับ แต่ไม่ควรกินกระเทียมไปทั้งเม็ดเพราะมีเอ็มไซม์มากเกินไป ควรจะหั่นหรือซอยบางๆ ทิ้งไว้ 15 นาทีก่อนแล้วนำไปปรุง

เริ่มต้นปีแบบปลอดสารพิษ
2. น้ำมะนาว
เป็นแหล่งอาหารวิตามินซีสูง ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายและเผาผลาญไขมัน การดื่มน้ำมะนาว (แบบไม่ใส่น้ำตาล) ทุกเช้าจะช่วยกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย

เริ่มต้นปีแบบปลอดสารพิษ
3.ขิง
ขิงนอกจากจะเพิ่มรสชาติเผ็ดร้อนให้อาหารแล้วยังช่วยขับของเสียออกจากผิวหนังได้อีกด้วย ด้วยการนำขิงบดละเอียดพร้อมกับเกลืออาบน้ำลงในอ่างอาบน้ำร้อน หลังจากนั้นลงไปแช่ตัวให้นานเท่าที่ทำได้ เท่านี้จะเป็นการขับของเสียออกจากร่างกายได้อีกหนึ่งทาง

เริ่มต้นปีแบบปลอดสารพิษ

4. พืชใบเขียว
คลอโรฟิลล์จากพืชช่วยเรื่องการย่อยอาหาร ผลที่ตามมาคือร่างกายจะกำจัดของเสียได้ง่ายขึ้น ลองทานแบบสลัด ใส่ผักในซุป หรือจะผัดกับน้ำมันมะกอกแล้วแต่ตามเมนูที่ชอบ

เริ่มต้นปีแบบปลอดสารพิษ

5. ธัญญพืช
ข้าวโอ๊ตและขนมปังข้าวไรย์เป็นอาหารที่ทานกันตั้งนานแล้วแต่ถึงอย่างไร ธัญญพืชเหล่านนี้ยังเป็นอาหารที่มีประโยชน์มากด้วยเช่นกัน เพราะประกอบด้วยไพเบอร์ที่ดีต่อสุขภาพ




เริ่มต้นปีแบบปลอดสารพิษ

6. ชาเขียว
เรารู้กันดีอยู่ว่าการดื่มชาเขียวช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระในร่างกาย นอกจากนี้สารคาเตชินที่มีอยู่ในชาเขียวยังช่วยเร่งการทำงานของตับและเพิ่มการผลิตเอ็มไซม์เพื่อขจัดของเสียในร่างกาย

เริ่มต้นปีแบบปลอดสารพิษ

7. บีทรูท
ไฟเบอร์จากบีทรูทจะเพิ่มการผลิตเอ็มไซม์ต่อต้านอนุมูลอิสระในตับซึ่งจะช่วยตับและถุงน้ำดีกำจัดสารพิษอื่นๆ ออกจากร่างกาย

เริ่มต้นปีแบบปลอดสารพิษ

8. ผักกาด
มีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดตับ ลองทานน้ำซุปใส่ผักกาดหรือทานเป็นสลัดกับแอปเปิ้ลเพิ่มความกรุบกรอบให้รสชาติอาหาร




เริ่มต้นปีแบบปลอดสารพิษ

9. ผลอาร์ติโชค
ช่วยผลิตน้ำดี ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารเร็วขึ้นและดูดซึมวิตามินได้ง่ายขึ้น นอกจากจะนำใบมาปรุงเป็นอาหารต่างๆ แล้ว ลองทำชาอาร์ติโชคง่ายๆ ด้วยการนำใบวางไว้ในถ้วยแล้วเทน้ำร้อนผสมกับน้ำผึ้ง

เริ่มต้นปีแบบปลอดสารพิษ
10. ผลไม้สด
ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ตระกูลเบอรี่ต่างๆ มะม่วง แอปเปิ้ลหรือผักสด ต่างอุดมด้วยไฟเบอร์ สารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามิน ซึ่งจะช่วยให้ขับของเสียออกจากร่างกายเช่นกัน

เริ่มต้นปีแบบปลอดสารพิษ
food for health หวังว่าจะเป็นประโยชน์ ต่อผู้อ่าน หันมาดีท๊อกซ์ร่างกาย ต้อนรับปีกระต่าย กันนะครับพี่น้อง
 
ขอบคุณ ที่มา http://lifestyle.th.msn.com/beauty/trend/lifestyleasia-features.aspx?cp-documentid=4562532
 
 
ฟรี!!! หาเพื่อน หาแฟน คู่รักคนรู้ใจ ฟรี!!!
http://www.illbemarried-opalydism.blogspot.com/ ฟรี!!!

ข้าวกล้องงอก อาหารเพื่อสุขภาพ food for health

     ปัจจุบันข้าวกล้องคนไทยจำนวนหนึ่งหันมาใส่ใจสุขภาพ ได้หันมาบริโภคข้าวกล้องหรือผลิตภัณฑ์จากข้าวกล้องแทนข้าวขาว (ข้าวสาร) เนื่องจากข้าวกล้องผ่านกรรมวิธีการสีเพียงครั้งเดียวเพื่อเอาเปลือก (แกลบ) ออกไป ทำให้ข้าวที่เหลือยังมีจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว (รำ) อยู่ครบถ้วน ซึ่งจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวนี้ล้วนอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และเส้นใยอาหาร จึงเป็นประโยชน์ ต่อร่างกายมากกว่าข้าวประเภทอื่น ๆ อย่างไรก็ตามแม้ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะรู้ว่าข้าวกล้องมีประโยชน์ แต่ไม่นิยมบริโภคเท่าที่ควร เพราะมีข้อด้อยกล่าวคือ เนื้อแข็ง ทำให้รู้สึกว่ากินไม่อร่อย แต่ถ้าหากปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้น ก็จะมีผู้หันมานิยมบริโภคมากขึ้นทั้งนี้ข้าวกล้องที่ไม่ได้ผ่านการถนอมคุณค่าอย่างถูกหลักวิชาการ หลังจากกะเทาะเปลือกแล้วจะเสื่อมสภาพลงทุก ๆ วินาที ไม่ว่าจะบรรจุในภาชนะพิเศษ สูญญากาศหรือไม่ก็ตาม สาเหตุจากเอนไซม์ไลเปส (lipase) ในข้าวกล้องจะไปย่อยกรดไขมัน มีผลให้กรดไขมันที่ดีในข้าวกล้อง เสื่อมสภาพลง (oxidization) จนมีกลิ่นเหม็นหืนในที่สุด นอกจากนี้ปฏิกิริยา oxidization ยังก่อให้เกิดปัญหา อนุมูลอิสระ (free radicals) ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายด้วย 
ส่วนข้าวกล้องงอก (germinated brown rice หรือ GABA-rice)
ถือเป็นนวัตกรรมหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจ เนื่อง จากเป็นข้าวกล้องที่ต้องมาผ่านกระบวนการงอก ตามปกติในข้าวกล้องเองจะมีสารอาหารจำนวนมาก เช่น ใยอาหาร กรดไฟติก วิตามินซี วิตามินอี และ สารกาบา (gamma aminobutyric acid) ซึ่งช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน ช่วยควบคุมน้ำหนักตัว เป็นต้น   เมื่อนำข้าวกล้องมาแช่น้ำทำให้งอก จะทำให้ข้าวกล้องมีสารอาหารเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ สารกาบา นอกจากจะได้ประโยชน์จากการที่มีปริมาณสารอาหารที่สูงแล้ว ยังทำให้ข้าวกล้องงอกที่หุงสุกมีเนื้อสัมผัสที่อ่อนนุ่ม รับประทานได้ง่ายกว่าข้าวกล้องธรรมดา จึงง่ายแก่การหุงรับประทานได้โดยไม่ต้องผสมข้าวขาวจากการศึกษาทางกายภาพและทางชีวเคมีพบว่า เมล็ดข้าวประกอบด้วย เปลือกหุ้มเมล็ด หรือแกลบ (Hull หรือ Husk) ซึ่งจะหุ้มข้าวกล้อง ในเมล็ดข้าวกล้องประกอบด้วย จมูกข้าว หรือ คัพภะ (Germ หรือ Embryo) รำข้าว (เยื่อหุ้มเมล็ด)และเมล็ดข้าวขาวหรือเมล็ดข้าวสาร (Endo- sperm) สารอาหารในเมล็ดข้าวประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบหลัก โดยมีโปรตีน วิตามินบี วิตามินอี และแร่ธาตุที่แยกไปอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของเมล็ดข้าว นอกจากนี้ ยังพบสารอาหารประเภท ไขมัน ที่พบได้ในรำข้าวเป็นส่วนใหญ่ ข้าว เมื่ออยู่ในสภาวะที่มีการเจริญเติบโตจะมีการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี การเปลี่ยนแปลงจะเริ่มขึ้น เมื่อน้ำได้แทรกเข้าไปในเมล็ดข้าว โดยจะกระตุ้นให้เอนไซม์ภายในเมล็ดข้าวเกิดการทำงาน เมื่อเมล็ดข้าวเริ่มงอก (malting) สารอาหารที่ถูกเก็บไว้ในเมล็ดข้าวก็จะถูกย่อยสลายไปตามกระบวนการทางชีวเคมีจนเกิดเป็นสารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กลง (oligosaccharide) และ น้ำตาลรีดิวซ์ (reducing sugar) นอกจากนี้ โปรตีนภายในเมล็ดข้าวก็จะถูกย่อยให้เกิดเป็น กรดอะมิโน และ เปปไทด์ รวมทั้งยังพบการสะสมสารเคมีสำคัญต่าง ๆ เช่น แกมมาออริซานอล (gamma-orazynol) โทโคฟีรอล (tocopherol) โทโคไตรอีนอล (tocotrienol) และโดยเฉพาะ สารแกมมาอะมิโนบิวทิริกแอซิด (gamma-aminobutyric acid) หรือที่รู้จักกันว่า สารกาบา หรือ (GABA)เป็กรดอะมิโนจากกระบวน การ decarboxylation ของ กรดกลูตามิก (glutamic acid)กรดนี้มีความสําคัญในการทำหน้าที่ สารสื่อประสาท (neurotransmitter) ในระบบประสาทส่วนกลางและ สารกาบา ยังเป็นสารสื่อประสาทประเภท สารยับยั้ง (inhibitor) โดยจะทำหน้าที่รักษาสมดุลในสมองที่ได้รับการกระตุ้น ช่วยทำให้สมองผ่อนคลายและนอนหลับสบาย อีกทั้งยังทำหน้าที่ช่วย กระตุ้นต่อมไร้ท่อ (anterior pituitary) ซึ่งทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโต (HGH) ทำให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้กล้ามเนื้อกระชับ และเกิดสาร lipotropic ป้องกันการสะสมไขมัน จากการศึกษาและวิจัยพบว่า การ บริโภคข้าวกล้องงอกที่มีสารกาบามากกว่าข้าวกล้องปกติ 15 เท่า จะสามารถป้องกัน การทำลายสมอง เนื่องจากสารเบต้า อไมลอยด์เปปไทด์ (Beta-amyloid peptide) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคสูญเสียความทรงจำ (อัลไซเมอร์) ดังนั้น จึงได้มีการนำ สารกาบา มาใช้ในวงการแพทย์เพื่อการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาทต่าง ๆ หลายโรค เช่น โรควิตกกังวล โรคนอนไม่หลับ โรคลมชัก เป็นต้น รวมทั้งผลการวิจัยด้านสุขภาพระบุว่าข้าวกล้องงอกที่ประกอบด้วย สารกาบา มีผลช่วยลดความดันโลหิต ลด LDL (Low densitylipoprotein) ลดอาการอัลไซเมอร์ ลดน้ำหนัก ทำให้ผิวพรรณดี และใช้บำบัดโรคเกี่ยวกับระบบประสาทส่วนกลาง อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ ข้าวกล้องงอกเคยเป็นผลงานวิจัยของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับประเทศญี่ปุ่น พบว่ามี สารกาบา มากกว่าข้าว กล้องปกติถึง 15 เท่า ในต่างประเทศ  ได้นำ สารกาบา มาใช้ในวงการแพทย์ เพื่อการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาทต่าง ๆ ด้วย การ วิจัยเบื้องต้นของ อาจารย์พัชรี ตั้งตระกูล จากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ได้ทำการศึกษาหาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมและสภาพการผลิตข้าวกล้องงอกที่มี ประสิทธิภาพ พบว่า ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เมื่อนำมาเพาะเป็นข้าวกล้องงอกจะมี สารกาบา มากที่สุด (15.2-19.5 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม) สูงกว่าข้าวกล้องชนิดอื่น ๆ ส่วนสภาวะที่ทำให้ข้าวกล้องงอกได้ดีที่สุดคือ ต้องนำข้าวกล้องไปแช่น้ำราว 48-72 ชั่วโมง ในหม้อแช่ โดยมีการควบคุมอุณหภูมิ การไหลเวียนน้ำ ความดัน และความเป็นกรดด่างของน้ำ เพื่อให้ความชื้นจากน้ำไปกระตุ้นให้เมล็ดข้าวงอกและเปลี่ยนกรดกลูตามิกไป เป็นสารกาบาอันเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ต่อมา เมื่อได้ข้าวกล้องงอกในขั้นตอนนี้แล้ว ก็ต้องทำให้ข้าวกล้องงอกหยุดการงอกต่อไป โดยอบแห้งให้มีความชื้นต่ำกว่า 14% ใน หม้ออบแห้ง จากนั้นจึงบรรจุลงในถุงสุญญากาศ ทั้งนี้ ข้าวกล้อง ที่สามารถนำมาแช่น้ำให้เกิดการงอกได้ดีนั้นจะต้องเป็นข้าวกล้องที่ผ่านการ กะเทาะเปลือกมาไม่ เกิน 2 สัปดาห์ เมื่อได้ข้าวกล้องงอกเรียบร้อยแล้ว หากใครอยากจะทำ น้ำข้าวกล้องงอกก็ไม่ยาก นำไปแช่น้ำทิ้งไว้ 3-5 ชั่วโมง ให้ข้าวกล้องงอกเป็นตุ่มเล็ก ๆ บริเวณจมูกข้าว ก็นำไปหุงต้มจนเดือดพล่าน จากนั้นก็ใช้ผ้าขาวบางหรือตะแกรงกรองน้ำข้าวมารับประทานได้ทันที หากไม่ชอบรสชาติเดิม ๆ แนะนำให้เติมเกลือป่นหรือน้ำตาลเล็กน้อย เท่านี้ก็อร่อยลิ้นแล้ว  
หันมากินข้าวกล้องงอกกันเยอะๆนะครับพี่น้อง.....
บทความจาก : เดลินิวส์      

TOM YAM KUNG ง่ายๆ วิธิทำต้มยำกุ้ง อาหารเพื่อสุขภาพของคนไทย

ต้มยำกุ้ง

TOM YAM KUNG

ต้มยำเป็นการปรุงอาหารชนิดหนึ่งของคนไทยประเภทน้ำแกง เครื่องเทศที่ขาดไม่ได้เลย คือ

..........ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกขี้หนู น้ำมะนาว..........

ต้มยำทำได้หลายชนิดมีทั้งต้มยำปลาต้มยำเห็ดต้มยำไก่และต้มยำกุ้งสำหรับต้มยำกุ้งนับเป็นอาหารไทย

ที่โด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกทั้งในแง่ความอร่อยและยังเป็นอาหารจานสมุนไพรต้านมะเร็งอีกด้วย

ต้มยำกุ้งตำรับดั้งเดิมนั้นน้ำแกงใสมีกลิ่นหอมปัจจุบัยต้มยำกุ้งถูกดัดแปลงให้น้ำข้นสีสวยด้วยน้ำพริกเผาหรือบาง

ครั้งก็เติมน้ำกะทิหรือนมสดลงไป

.....................................................................

เครื่องปรุงและวิธีทำต้มยำกุ้ง

เครื่องปรุง

กุ้งกุลาดำ น้ำหนักตัวละ 100 กรัม 5 ตัว

เห็ดฟางผ่าครึ่ง 100 กรัม

พริกขี้หนูสวนทุบพอแตก 10 เม็ด

ข่าอ่อนหั่นแว่น 5 แว่น

ตะไคร้หั่นเฉียง 1 ต้น

ใบมะกรูดฉีก 3 ใบ

น้ำปลา 3 1/2 ช้อนโต๊ะ

น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ

น้ำซุป 3 ถ้วย

วิธีทำ

1. ล้างกุ้ง แกะเปลือก เด็ดหัวไว้หาง ผ่าหลัง ดึงเส้นดำออก

2. ใส่น้ำซุปลงในหม้อ ตั้งไฟกลางพอเดือด ใส่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด เดือดอีกครั้ง

3. ใส่กุ้ง เห็ดฟาง พอกุ้งสุกเป็นสีชมพู เดือดอีกครั้ง ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว ใส่พริกขี้หนู ยกขึ้น

4. ตักใส่ชาม รับประทานร้อน ๆ

10 วิธีการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี

10 วิธีการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี

ในแต่ละวันเราจำเป็นต้องรับประทานอาหารมากมาย มีคำแนะนำจากหลายสำนักให้กินนั่น ห้ามกินนี่จนไม่รู้จะเชื่อใครดี วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ ของการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพอย่างเต็มที่มาฝาก

1. กินอาหารเช้า เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อจิตใจ และพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น ทำให้คุณกินอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง

2. เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ ปรุงอาหาร ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิมที่เคยใช้ เพราะเป็นไขมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี

3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว

4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก ด้วยการดื่มนม กินปลาตัวเล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและ กระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

5. บอกลาขนมและของกินจุบ จิบ ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้ เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทน วิตามิน และกากใยในผลไม้ มีประโยชน์กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ

6. สร้างความคุ้นเคยกับ การกินธัญพืชและข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องที่เคยคิดว่าเป็นอาหารนก ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล

7. จัดน้ำชาให้ตัวเอง ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง หรือเอิร์ลเกรย์ ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาวันละ 1 ถึง 3 แก้ว ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30%

8. กินให้ครบทุกสิ่งที่ ธรรมชาติมี คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบล็อกเคอรี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการกินอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณด้วย

9. เปลี่ยนตัวเองให้เป็น คนรักปลา การกินปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีน ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อย ย่อยง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด

10. กินถั่วให้เป็นนิสัย ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องกินทุกวัน วันละสัก 2 ช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่างก็ทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญๆ หลายชนิด ต่างพากันไปชุมนุมอยู่ในถั่วเหล่านี้ ควรกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆ เพราะมีแคลอรี่สูง อาจทำให้อ้วนได้

ถ้าปฏิบัติให้ได้ครบทุกข้อตามคำแนะนำข้างต้นนี้ จนเป็นนิสัย สุขภาพดีๆ จะไปไหนเสีย !!



ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9510000079603

กินอาหารอย่างไร ให้อายุยืน

อาหาร กินอย่างไร ให้อายุยืน...

"ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่น ๆ ปี" ถ้อยคำคุ้นหู เวลาดูหนังจีน ในราชสำนักโบราณ สะท้อนให้ชวนคิดว่า คนจีนโบราณ น่าจะให้ความสำคัญ กับการมีอายุยืน และการบำรุงรักษาสุขภาพให้มีอายุยืนยาว ถ้าจะว่าไป เชื่อมั้ยว่า นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า อายุขัยของคนเรา น่าจะยืนยาวถึง 120 ปี แต่เท่าที่เห็น ๆ อายุถึง 100 ปีก็เก่งมาก ๆ แล้ว ส่วนตัวคนเขียนเองยังสงสัยว่าจะอายุยืนถึง 60 ปีรึเปล่า และก็ไม่เคยคาดหวังว่า อยากจะมีอายุยืนถึง 100 ปีหรอก แต่อยากอยู่ แบบสุขภาพแข็งแรงมากกว่า เคยอ่านบทความ ของแพทย์หญิงพักตร์พิโล ทวีสิน เขียนไว้ในหนังสือสกุลไทย (เกี่ยวกับเรื่องวิธีกิน ให้อายุยืน) เห็นว่าน่าสนใจ วันนี้เลยขอเก็บมาเล่าสู่กันฟัง

ท่านบอกว่าหลักสำคัญที่จะกินให้ มีอายุยืนก็คือ ให้ทานอาหาร เพียงแต่วันละน้อย ๆ โดยทั่วไปพบว่า คนที่มีอายุยืนยาวเกิน 100 ปี มักทานอาหาร ให้ได้พลังงานเพียงแค่วันละ 1400 - 1500 แคลอรี่เท่านั้น โดยในอาหาร 1 จาน ครึ่งหนึ่งควรเป็นผักผล ไม้ ยิ่งสดยิ่งดี ไม่ต้องผ่านความร้อน ไม่ต้องต้มสุก (ขอแถมนิดนึงว่า ต้องล้างสะอาด ปราศจากยาฆ่าแมลงด้วยนะ) อีก 1 ใน 4 เป็นเนื้อ สัตว์ (ไม่ติดมัน) เพื่อให้ได้โปรตีนไปเสริมสร้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ อีก 1 ใน 4 ค่อยเป็นอาหารประเภทแป้ง คาร์โบไฮเดรต เพื่อให้ได้พลังงาน แต่ให้เลือกสภาพใกล้เคียงธรรมชาติให้มากที่สุด ประเภท ข้างกล้อง เผือกต้ม มันต้ม ย่อมดีกว่า ข้าวขัดขาว สปาเกตตี้ ก๋วยเตี๋ยว ที่แปลงรูปซะจนไม่รู้ต้นกำเนิดแล้ว (หลับตานึกภาพหน้าตา ปริมาณ และสัดส่วนอาหารที่ทานมื้อล่าสุด แล้วถอนหายใจ เฮ้อ... ใครที่ทานได้แบบอาจารย์ท่านว่า ก็ดีใจด้วย)

วิธีการกินก็สำคัญ อาจารย์ท่านให้ยึดหลักว่า "ตอนเช้ากินแบบพระราชา กลางวันกินแบบชาวบ้านทั่วไป ตกเย็นให้กินแบบยาจก "หมายความว่า ทานมื้อเช้าให้หนักเต็มที่ เพราะร่างกายเรา อดอาหารมาหลายชั่วโมงในช่วงนอนหลับ นับตั้งแต่อาหารมื้อเย็น เราอาจจะไม่ได้กินอะไรอีกเลย ท้องว่างไปเกือบ 12 ชั่วโมง มื้อเช้าควรเติมพลังงาน ให้เติมเหมือนเติมน้ำมันให้เต็มถัง จะได้ขับเคลื่อน ต่อสู้กับความเครีด และทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงไปตลอดทั้งวัน ส่วนมื้อกลางวันก็เพียงแค่เติมพลังงานย่อย ๆ แต่พอประมาณ รับประทานเหมือนคนปกติ ไม่ต้องมากมายอะไร มื้อเย็น อาจจะทานบ้างไม่ทานบ้างก็ได้ และไม่ควรรับประทานอาหารเสร็จ ก็ไปเข้านอนเลย เพราะเลือดส่วนใหญ่ยังไปเลี้ยงอยู่ที่กระเพาะอาหาร และทางเดินอาหาร เพื่อทำการย่อยดูดซึมอาหาร จึงทำให้เลือด ไม่ไหลเวียนไปสู่สมอง การนอนหลับจึงไม่เต็มอิ่ม หลับไม่สนิท ในขณะเดียวกัน เวลาที่เราหลับลึก ๆ นั้น ร่างกายกำลังซ่อมแซมตัวเอง เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทาน สร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์เก่า หากช่วงที่เรานอนเลือดกลับไปอยู่ที่ท้องแล้ว ร่างกายเราจะซ่อมแซมตัวเองได้อย่างไร เซลล์มันย่อมสึกหรอ ไม่ดีต่อสุขภาพแน่ ๆ ดังนั้น ควรรับประทานอาหารมื้อเย็นเบา ๆ และทานให้เสร็จเรียบร้อย ก่อนเวลาเข้านอนสัก 3-4 ชั่วโมง จะได้ไม่เป็นผลเสียต่อสุขภาพ

แบบว่าอาจารย์ครับ คือตอนนี้รู้สึกว่าวิธีการกินของเราส่วนมากมันจะตีลังกา กับที่อาจารย์บอกมาอยู่น่ะ คือว่าตอนเช้าเวลารีบเร่ง มีอะไรก็หยอดใส่ท้องไปก่อน นมกล่อง กาแฟแก้ว กับขนมปัง (แบบยาจก) กลางวันพอจะมีเวลาขึ้นมาหน่อย ก็ทานแบบชาวบ้านๆ ค่ะ อาหารจานเดียว ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว ตกเย็นหิวโซ โจ้กันเต็มที่ มีอะไรก็ยกมาเลยน้อง (แบบพระราชา) หนักกว่านั้น บางครั้งต่อมื้อดึกก่อนนอนอีกต่างหาก ... ใครเป็นแบบที่ว่าก็ลองหันมาพิจารณา ปรับสูตรการรับประทานอาหารกันใหม่ อายุอาจจะไม่ยืนถึงหมื่นปี แต่ก็จะได้อยู่แบบสุขภาพดี กันถ้วนหน้า